Bounce Rate คืออะไร แล้ว ลด Bounce Rate ทำยังไง ?

Natthawut Phurahong
pexels-photo-374074

Bounce Rate คืออะไร แล้ว ลด Bounce Rate ทำยังไง ในที่นี้ ผมจะพูดถึงเว็บไซต์ ประเภทบทความเป็นหลัก เพราะว่าผู้เริ่มต้นทำเว็บไซต์ เพื่อการทำ SEO ก็คงจะเริ่มต้น ด้วยการเขียนบทความให้กับเว็บไซต์ เนื่องจากเป็นสิ่งที่สามารถทำให้หน้าเว็บ ถูกจัดอันดับได้ไวที่สุดนั่นเอง

ในที่นี้ ผมจะมาอธิบายความหมายของ Bounce Rate กันก่อน ว่าจริงๆแล้วมันคืออะไร

Bounce Rate คืออะไร ?

ความหมายของ Bounce Rate จริงๆ แล้วหมายถึงค่าเฉลี่ยของผู้ใช้ที่เข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา และออกไปโดยไม่ได้เปิดหน้าอื่นๆ นอกจากลิ้งที่เปิดเข้ามา

ยกตัวอย่าง

สมมติว่าคุณแชร์ลิ้ง example.com/a-213 ไว้ แล้วมีคนคลิกเข้ามาอ่านบทความจากลิ้งนี้ จำนวน 100 คน แล้วหลังจากเขาดูหน้านี้เสร็จแล้ว มีผู้ใช้จำนวน 26 คนเปิดไปอ่านเรื่องราวอื่น ๆ ในเว็บไซต์ของคุณ. หมายความว่า จาก 100 ผู้ใช้ที่เข้าลิงค์นี้มาอ่านบทความของคุณ มีผู้ใช้ 74 คน ที่ออกไปเลย โดยไม่ได้คลิกลิงค์ไปอ่านเรื่องอื่น ๆ ของคุณในเว็บไซต์เลย หากคิด Bounce Rate แล้ว ก็คือ 74% ซึ่งอีกความหมายก็คือ ร้อยละ 74 นั่นเอง

Bounce Rate มีความหมายอะไรกับเรา ?

Bounce Rate เป็นสิ่งที่สามารถสะท้อนให้เห็นได้เลยว่า เว็บไซต์ของเรามีเนื้อหาดีแค่ไหน ความสวยงาม และความน่าสนใจมากแค่ไหนต่อผู้ใช้ที่มาดูเว็บเรา แต่จะดูเฉพาะ Bounce Rate อย่างเดียวก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเว็บเราดีหรือไม่ดี เพราะว่า เว็บไซต์มีหลากหลายรูปแบบ หลายประเภท หลากหลายวัตุประสงค์

ยกตัวอย่าง

เว็บไซต์ที่แนะนำบริการ หรือสินค้าบางประเภท ที่เป็น Landing Page ก็มักจะมีค่านี้สูง เนื่องจากเว็บไซต์มีอยู่หน้าเดียว ยังไงก็ตามผู้ใช้ก็มักจะต้องออกไปภายในหน้าที่เข้ามานั่นเอง แต่ถ้าเป็นเว็บแนวขายสินค้า ก็มักจะมีหน้าสินค้าแต่ละอย่างแยกออกไป ทำให้มีหน้าเว็บเยอะ ซึ่งถ้าหากมี Bounce Rate เยอะแสดงว่าคุณกำลังมีปัญหาแล้ว เพราะผู้ใช้ไม่เปิดไปดูสินค้าอื่นๆของคุณ

ลด Bounce Rate ทำยังไง

สำหรับ วิธีลด Bounce Rate มาสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งแบบการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใช้ และการยัดเยียดนั่นเอง แต่ในที่นี้ผมจะนำเสนอการลดค่านี้ แบบสายขาวแล้วกันนะครับ เนื่องจากมีความยั่งยืนกว่า และทำให้ผู้ใช้ของเรา ไม่เกิดความรำคาญอีกด้วย

1.สร้างลิงค์ภายใน หรือ Internal Link

การสร้างลิงค์ หรือทำ Backlink ก็ถือเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ใช้ส่วนมาก เนื่องจากสามารถทำให้ผู้ใช้คลิกเพื่อไปยังเนื้อหานั้นๆที่เราสร้างไว้ได้ด้วย ยิ่งเป็นเว็บไซต์แบบบทความ เวลาเขียนบทความก็ควรที่จะมีลิงค์ที่เชื่อมโยงไปยังบทความอื่นๆ ที่เนื้อหาสอดคล้องกัน อย่างเช่น หากเราเขียนบทความเรื่องการออกกำลังกาย และมีการพูดถึงอาหารเพื่อสุขภาพ ในบทความนั้นควรมีการสร้างลิงค์เพื่อเชื่อมโยงไปอีกบทความของเราที่เขียนเกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพ นั่นเอง

2.เขียนคอนเทนท์ให้อ่านง่าย

การเขียนคอนเทนท์ สิ่งสำคัญคือการแบ่งเรื่องเป็นหัวข้อย่อยๆ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงเนื้อหาในแต่ละส่วนได้ง่ายๆ ว่าอะไรคืออะไร สามารถอ่านเรื่องที่สนใจได้ตรงจุด เพราะสมมติถ้าหากว่าเขียนบทความมาทีเดียว 1 ย่อหน้า 10-20 บรรทัด ลองคิดถึงตัวคุณเองดูครับ ว่าคุณอยากอ่านมันมากแค่ไหน ส่วนเรื่องจะเขียนยังไงให้อ่านง่ายๆ ก็สามารถดูอย่างบทความในเว็บไซต์นี้เป็นตัวอย่างได้เลยครับ

3.อย่ายัดเยียดโฆษณา หรือ Pop-up ให้โผล่ขึ้นมาบนหน้าจอมากเกินไป

หากมีแสดงขึ้นมาบ้าง ก็ไม่ใช่การเสียหายอะไรมากครับ แต่ถ้าหากว่ามันมีมากเกินไป แทนที่จะดี กลับกลายเป็นยิ่งทำให้ผู้ใช้ที่เข้ามาในเว็บไซต์ของคุณไม่อยากกลับมาอีกเลยครับ เพราะผู้ใช้จะรู้สึกได้รับการรบกวนมากเกินไป ซึ่งไม่เป็นที่น่าพอใจครับ

4.เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว

ทุกวันนี้เรียกได้ว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าครับ เปรียบเสมือนเวลาเราเข้าไปทานอาหารในร้านอาหาร เราย่อมต้องการที่จะได้รับการบริการอย่างไวที่สุดอยู่แล้วครับ ฉนั้นการทำให้เว็บไซต์เร็ว มีความสำคัญมากๆครับ

5.หน้าเว็บต้องรองรับทุกหน้าจอ Responsive Design

ทุกวันนี้ต้องยอมรับกันเลยครับว่า การเข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตเกินว่า 50% มาจากโทรศัพท์ ซึ่งมากกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือแล็ปท็อปแล้ว ฉนั้นสิ่งนี้เป็นมาตรฐานในการทำเว็บไซต์ยุคปัจจุบันเลยครับ คิดดูว่าถ้าหากเข้าเว็บไปกะว่าจะไปอ่านเนื้อหาเรื่องนึง ในโทรศัพท์ แต่ไปเจอเว็บไซต์ที่ไม่รองรับหน้าจอโทรศัพท์ของคุณ เชื่อว่าถ้าหากมีตัวเลือกอื่น คุณก็คงปิดเว็บนั้นแล้วก็ไปหาเว็บอื่นอ่านแทนครับ เพราะว่าในอินเตอร์เน็ตมีตัวเลือกมากมาย

สรุป

Bounce Rate ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับมัน และให้ความสำคัญกับมัน เพราะมันคือสิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของเว็บไซต์เราได้เป็นอย่างดี ยิ่งเมื่อไหร่ที่เว็บไซต์ของเราโตขึ้น แล้วเห็นว่ามีค่านี้ในประมาณที่ต่ำ แสดงให้เห็นว่าเว็บเรากำลังไปได้ดี ผู้ใช้ใหม่ที่เข้ามา มีควาสนใจเนื้อหาของเว็บไซต์เรา นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเขามีโอกาสที่จะอ่านเนื้อหาอื่นๆของเราอีกในอนาคตครับ สิ่งที่เราต้องทำต่อไปหลังจากที่เราปรับเรื่องนี้ไปแล้วก็คือ การอัพเดทเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อแสดงให้ผู้ใช้เดิมที่กลับเข้ามาเห็นว่าเรามีเนื้อหาใหม่ เว็บเรายังไม่ร้างนั่นเองครับ

และสำหรับวิธีในการลด Bounce Rate สามารถทำได้อีกหลากหลายวิธี มากกว่าที่ผมยกตัวอย่างไปด้านบนครับ ผมมีวิธีคิดง่ายๆมานำเสนอก็คือ ให้ลองแทนเราเข้าไปเป็นผู้ใช้ครับ ว่าเราอยากให้มีอะไร ไม่อยากให้มีอะไร จะทำให้เราทราบถึงความต้องการของผู้ใช้เพิ่มมากขึ้น หรือว่าจะให้คนใกล้ๆตัวมาช่วยก็ได้ครับ ให้เขาลองใช้ดูแล้วรับความคิดเห็นจากเขามาปรับปรุง

 

ภาพหน้าปกจาก : conversionxl.com

เรื่องอื่นๆ