ธุรกิจแบบ B2C คืออะไร ?

Panutsaya Amitpai
pexels-photo-872957
  • B2C คืออะไร

  • ตัวอย่างโมเดลธุรกิจแบบ B2C

  • การทำการตลาดโมเดลธุรกิจ B2C


B2C คืออะไร สืบเนื่องมาจากบทความที่แล้วเราได้กล่าวถึงโมเดลธุรกิจแบบ B2B ก็จะเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ ที่เราจะไม่พูดถึงโมเดลธุรกิจแบบ B2C ในบทความเราจะมาพูดถึงความหมายของ ตัวอย่างโมเดลธุรกิจ และการทำการตลาดของ B2C ค่ะ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าธุรกิจของตนเองนั้นอยู่ในโมเดลธุรกิจแบบไหนจะได้วางแผนการตลาดของธุรกิจตนเองได้ถูกต้องค่ะ

B2C ( Business to Consumer ) คืออะไร

B2C หรือ ผู้ประกอบการ กับ ผู้บริโภค ย่อมาจากคำว่า Business to Consumer คือ การที่ธุรกิจของคุณตั้งใจขายสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภคทั่วๆไปโดยตรง ก็คือปราศจากคนกลางนั่นเองค่ะ เพื่อลดค่าใช้จ่ายระหว่างพ่อค้าคนกลางและสามารถทำให้ราคาของสินค้าและบริการถูกลงอีกด้วยค่ะ

ตัวอย่างโมเดลธุรกิจแบบ B2C

ในการยกตัวอย่างในบทความ B2C เราจะใช้ตัวอย่างเดียวกันกับ บทความ B2B เลยค่ะ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นข้อแตกต่างระหว่าง B2B และ B2C ค่ะ

  • การเลี้ยงปลานิลสายพันธุ์ที่หายาก ในที่นี้คุณอาจจะไม่ได้เลี้ยงปลานิลเป็นจำนวนมาก และพอเจ้าปลานิลเติบใหญ่ขึ้นมา คุณอาจจะไปเช่าแผงขายในตลาด นำปลานิลพันธุ์นี้ไปขายให้กับบุคคลทั่วไปโดยตรงได้เลยค่ะ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องไปร่วมงานกับบริษัทที่ทำปลานิลแช่แข็งที่มาเหมาไปและนำไปผลิตอีกทีเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้านั่นเองค่ะ
  • บริษัทรับผลิตบรรจุภัณฑ์ บางทีเราอาจจะมีโรงงานสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์อยู่หลังบ้านและมีหน้าบ้านเป็นร้านขายพวกบรรจุภัณฑ์ ให้บุคคลทั่วไปสามารถมาซื้อนำไปใช้ค่ะ โดยที่เราไม่ต้องนำไปฝากขายใครอีกทีเลย เรียกแบบนี้ง่ายๆว่าธุรกิจครอบครัวก็ได้อีกแบบค่ะ ฮ่าๆ

จากตัวอย่างข้างต้นที่เราได้นำเสนอไป ทุกๆคนคงจะอ่อแล้วใช่ไหมคะว่า B2B กับ B2C เนี่ยแตกต่างกันยังไง จริงๆก็เป็นธุรกิจเหมือนกันนี้แหละค่ะ แต่แตกต่างแค่ว่าเราจะขายให้ใครแค่นั้นเอง

การทำการตลาดโมเดลธุรกิจ B2C

การทำธุรกิจแบบ B2C นั้นมีข้อได้เปรียบมากมายกว่า B2B เยอะเลยค่ะ ไม่ว่าเราจะสามารถเข้าถึงลูกค้าโดยตรงได้ง่ายกว่าและพูดคุย สื่อสาร สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้มากกว่า และมีช่องทางที่จะกระจายสินค้าได้มากกว่า B2B ค่ะ โดยเราจะมาแนะนำการทำการตลาดโมเดลธุรกิจแบบ B2C ให้ทุกคนได้นำไปใช้เป็นแนวทางกันค่ะ

1.ใช้การตลาดแบบดิจิทัล

การตลาดแบบดิจิทัลก็คือการโปรโมทสินค้าหรือการทำให้คนรู้จักสินค้าของเรามากขึ้นผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค โดยใช้สื่อดิจิทัลเป็นช่องทางในการส่งข้อมูลให้ลูกค้าหรือผู้รับสารได้รับรู้อย่างรวดเร็วและง่ายดายค่ะ โดยผู้รับสารนั้นสามารถรับรู้ผลตอบรับของบุคคลอื่นๆก็ได้ด้วยค่ะ และยิ่งไปกว่านั้นคือสามารถรับรู้ข้อความได้ทุกทีทุกเวลาที่เขาต้องการเลย ทั้งนี้ยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็น หรือมีส่วนร่วมกับแบรนด์ในการบอกต่อก็ได้อีกด้วยค่ะ ในข้อนี้เราจะมาพูดถึงช่องทางการทำการตลาดแบบดิจัทัลกันค่ะ ในที่นี้เราจะไม่พูดถึงการทำตลาดออนไลน์บน Facebook หรือ Youtube นะคะ เพราะคิดว่าทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้วค่ะ

  • Infographic

Infographic หรือรูปภาพเป็นสรุปเนื้อหามาแล้วโดยจะมีตัวหนังสือน้อยมากและจะใช้ไอคอนและสัญลักษณ์ต่างๆแทน

รูปภาพจาก : LoveFitt

จากตัวอย่างรูปภาพ คุณอาจจะมีธุรกิจขายไอศกรีมมะม่วงหรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมะม่วง คุณอยากจะให้ผู้บริโภครับรู้ว่ามะม่วงมีประโยชน์อย่างไร มะม่วงแต่ละพันธุ์มีพลังงานทั้งหมดเท่าไหร่ สามารถนำไปทำอาหารอะไรได้บ้าง แต่ถ้าเราเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือจากหัวข้อที่เรากล่าวมานั้นคงจะเยอะมาก คุณอาจจะสื่อเนื้อหาทั้งหมดนี้ออกมาเป็น Infographic แทนเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าสนใจและรับรู้สิ่งที่เราจะสื่อได้รวดเร็วอีกด้วยค่ะ อีกทั้งยังทำให้ลูกค้าตัดสินใจในการซื้อได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

  • Video

การทำวิดีโอก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งค่ะ ที่จะเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย และยิ่งเราทำเนื้อหาวิดีโอให้น่าสนใจแล้วเนี่ยสามารถสร้างกระแสได้เลยค่ะ คนก็จะยิ่งรู้จักแบรนด์ของเราและสนใจสินค้าเรามากขึ้นด้วย เราจะมายกตัวอย่างให้สอดคล้องกับข้อที่แล้วกันค่ะก็คือมะม่วงนั่นเอง คุณอาจจะคิดว่าจะทำวิดีโอแข่งกันทำอาหารโดยมีมะม่วงเป็นวัตถุดิบและทำให้มันสนุกในการทำอาหาร หรือจะทิ้งท้ายด้วยแคมเปญให้ทางบ้านคิดเมนูสร้างสรรค์เกี่ยวมะม่วงออกมาก็ได้ค่ะ ทั้งนี้ผู้บริโภคก็จะได้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์และใกล้ชิดกับเรามากขึ้นค่ะ

  • Blog

การทำ Blog อาจจะไม่เกี่ยวกับการขายสินค้าและบริการของเราโดยตรงค่ะ โดยบางทีเราอาจจะสร้าง Blog หนึ่งมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับมะม่วงภายใต้ชื่อ Blog ธุรกิจของเราก็ได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกมะม่วง การทำอาหารของหวานเกี่ยวกับมะม่วง เพื่อให้คนที่สนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์และที่สำคัญคือคนจะจดจำชื่อธุรกิจหรือชื่อแบรนด์ของเราค่ะ เพราะเขาก็จะต้องรู้แน่ๆละว่า Blog นี้สร้างมาจากบริษัทของเราค่ะ

2.เข้าใจและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค

เข้าใจและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคก็คือโมเดลธุรกิจแบบ B2C นั้น เราจะพบปะกับลูกค้าโดยตรงใช่ไหมคะ ก็อาจจะมีการสื่อสารกันค่อนข้างมาก อย่างเวลาลูกค้าต้องการสินค้าแบบนี้เราก็จะต้องเข้าใจว่าลูกค้าต้องการแบบนั้นนะเราจะต้องหาสินค้าแบบนี้ให้ลูกค้าตามที่ต้องการได้ โดยที่เราก็จะต้องรู้จักสินค้าและบริการของเราได้ดีด้วยค่ะ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้โดยตรง

3.สินค้าและบริการที่ดี

โมเดลธุรกิจ B2C นั่นเป็นการขายสินค้าและบริการที่จะต้องพบปะลูกค้าโดยตรง เพราะไม่มีการขายผ่านพ่อค้าคนกลางเลย เราจึงจะต้องมีการบริการที่ดีเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า อีกทั้งหากสินค้าเราดีมีคุณภาพ และมีบริการที่ดี พูดจาดี ยิ้มแย้ม มีความเป็นมิตร ก็จะเป็นข้อดีค่ะ ลูกค้าจะติดใจในสินค้าและบริการของเราทำให้เรามีลูกค้าประจำได้เลยค่ะ เพราะถ้าสินค้าและบริการเราไม่ดีจะมีผลกระทบค่อนข้างมากเลยค่ะ เพราะเราเป็นบุคคลที่เจอกับลูกค้าโดยตรงไม่ได้ผ่านคนกลางใดๆเลย


สรุป

ธุรกิจ B2C มีข้อได้เปรียบมากกว่า B2B มากมายก็จริง แต่ข้อเสียก็มีเยอะเช่นกัน เพราะเราไม่ได้ขายสินค้าและบริการผ่านคนกลางหรือตัวกลางใดๆเลย และ ธุรกิจแบบ B2C พบมากในไทยค่ะ เรียกได้ว่ารอบๆตัวเราเลย เพียงแต่ว่าเราไม่แค่นั้นค่ะว่าธุรกิจหรือแบรนด์แต่ละแบรนด์ที่เราพบเจอนั้นเป็นโมเดลธุรกิจแบบ B2C นั่นเอง

เรื่องอื่นๆ