“ การลงทุน RMF ” คือ ? สิ่งที่ควรรู้ก่อนการลงทุน

ความหมาย RMF สิ่งที่ควรรู้ก่อนจะเลือกลงทุน RMF แล้วจะซื้อ RMF ยังไง ? การลงทุน RMF  คงเป็นกองทุนที่ทุกคน คุ้นชื่อคุ้นตากันอยู่แล้วนะคะ ว่านอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับภาษีแล้ว ยังเป็นตัวช่วยให้เราออมเงินหลังเกษียณ เราว่าหลายคนอาจจะมองข้ามไปเพราะคิดว่าคงอีกนานยังมีเวลาอีกตั้งเยอะกว่าเราจะเกษียณอายุ แต่ความเป็นจริงแล้ว กองทุน RMF ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเลยค่ะ เราไม่ควรที่จะหวังน้ำบ่อหน้า บางทีในอนาคตเราอาจจะเจ็บป่วย หรือบางคนอาจจะไม่มีลูก แต่คุณจะหวังพึ่งหลานๆมาดูแลคุณอย่างเดียวก็คงจะไม่ดีใช่ไหมคะ เพราะเหตุนี้เราจึงควรลงทุน RMF เพื่อความสุขสบายของเราและไร้ความกังวลเกี่ยวกับเรื่องเงินในบั้นปลายชีวิตกันค่ะ การลงทุน RMF คือ .. " RMF " นั่นย่อมาจาก " Retirement Mutual Fund " หรืออีกชื่อหนึ่งที่เรารู้จักกันคือ " กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ " โดยจุดประสงค์ของกองทุน RMF คือ การออมเงินในระยะยาวเพื่อสำรองไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณอายุนั่นเองค่ะ จะมีลักษณะคล้ายกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ...

“การลงทุน LTF ” คือ ? สิ่งที่ควรรู้ก่อนการลงทุน

การลงทุน LTF  ถือเป็นการลงทุนที่อยู่หนึ่งในการวางแผนทางการเงินเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายภาษีเลยก็ได้ว่าค่ะ เพราะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับภาษีเราไม่ควรละเลย หากเราวางแผนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายภาษีให้ดีจะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายภาษีได้ และที่ดีไปกว่านั้นคือเราสามารถเปลี่ยนค่าใช้จ่ายภาษีให้เป็นเงินออมได้ค่ะ โดยสืบเนื่องมาจากบทความที่แล้ว เราได้กล่าวถึง การลงทุนเบื้องต้นประเภทต่างๆ ว่ามีอะไรบ้าง ในบทความนี้เราเลยอยากจะให้ทุกคนมีความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุน LTF ก่อนที่จะเลือกลงทุนกันค่ะ ว่า LTF คืออะไรและสิ่งที่เราควรรู้ก่อนที่จะลงทุนมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่มากขึ้นและการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ดังนั้นหากเรารู้ความหมายและสิ่งที่ต้องรู้ก่อนการลงทุนก็จะสามารถทำให้เรามีการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงนั่นเอง การลงทุน LTF คือ .. " LTF " ย่อมาจาก Long-Term Equity Fund หรืออีกที่ชื่อหนึ่งที่เรารู้จักกันก็คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว จะเป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก โดยเราจะต้องลงทุนในหุ้นนั้นเป็นมากกว่าหรือเท่ากับ 65% จาก 100% และอีก 35% หรือที่เหลือเราสามารถนำไปลงทุนกับสินทรัพย์ทางเลือกอื่นได้ๆ โดยมีจุดประสงค์ในการออมหรือลงทุนในระยะยาวเพื่อความมั่นคงในอนาคต รวมไปถึงการวางแผนทางการเงินเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายภาษี และยังสามารถทำให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้นด้วยค่ะ สิ่งที่ควรรู้ก่อนจะเลือกลงทุน LTF 1.ทำความรู้จักตัวเองให้ดีก่อน การทำความรู้จักกับตัวเองให้ดีก่อนนั้นถือเป็นขั้นตอนแรกก่อนที่เราจะเลือกประเภทการลงทุน ว่าแบบไหนที่เหมาะสมกับเราค่ะ เราต้องถามตัวเองก่อนว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายอย่างไร มีเงินเก็บเท่าไหร่ และอยากมีเงินเก็บเท่าไหร่ในอนาคต...

การลงทุน ( Basic Investment ) คืออะไร และ มีอะไรบ้าง ?

ความหมายของการลงทุน รูปแบบการลงทุนในแต่ละแบบเบื้องต้น การลงทุน คำนี้คงเป็นคำที่หลายคนได้ยินบ่อยมาก เมื่อเราเติบโตขึ้น เราสามารถหาเงินด้วยตนเองได้ ภาระการเงินต่างๆของเราก็มีเพิ่มมากขึ้นตามด้วยเช่นกัน เราจึงต้องมีการวางแผนการเงินในชีวิต จะอดออมเงินยังไง จะใช้จ่ายยังไง เงินในการใช้ชีวิตหลังเกษียณควรมีเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ค่าพยาบาล ค่าเลี้ยงลูก เผื่อในอนาคตหากเรามีครอบครัวและอีกหลากหลายอย่างที่จะปรับเปลี่ยนตามชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งการลงทุนนั้นถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถทำให้เราเพิ่มมูลค่าของเงินในปัจจุบันได้  แต่หลายคนที่กำลังเริ่มต้นหรือสนใจในการลงทุน อาจจะยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี และมีอะไรบ้าง แต่ก่อนอื่นเราจะให้ทุกคนไปรู้จักกับความหมายของคำว่าลงทุนกันก่อนเลย การลงทุน คืออะไร .. ถ้าหากพูดในภาษาคนทั่วไป ก็คือ การนำเงินของเราไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนในอนาคตที่สูงขึ้นนั่นเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วการลงทุนเป็นการออมประเภทหนึ่งเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากกว่าการออมแบบปกติ ( การนำเงินไปฝากในธนาคาร )  ซึ่งหากได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเราก็ต้องยอมรับในความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ไม่เพียงแต่เราจะได้รับผลตอบแทนมาอย่างเดียว หากเราไม่รอบคอบและศึกษาการลงทุนให้ดีจะเสี่ยงต่อการขาดทุนได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้เราจะมาแนะนำการลงทุนเบื้องต้นแต่ละประเภทว่ามีอะไรบ้าง และให้ทุกคนได้รู้ว่าตัวเองนั้นเหมาะกับการลงทุนประเภทไหนกันค่ะ การลงทุนเบื้องต้น มีอะไรบ้าง ? 1.เงินฝากประจำธนาคาร จะเป็นการฝากเงินที่ได้รับดอกเบี้ยมากกว่าการฝากแบบทั่วไป เป็นการฝากเงินในจำนวนที่เท่าๆกันทุกเดือนตามระยะเวลาที่กำหนดกับธนาคาร  และได้รับสิทธิประโยชน์คือ ยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเราสามารถถอนเงินก่อนครบระยะเวลาที่กำหนดไว้ได้เพียงแต่จะมีการหักดอกเบี้ยและภาษี ( หากฝากมาแล้ว 3 เดือนขึ้นไป ) แต่ถ้าถอนหรือปิดบัญชีก่อน 3...

ถ่ายรูปสินค้า ให้ดูดี ควรมีเทคนิค

การ ถ่ายรูปสินค้า ให้ดูดี สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ ในยุคนี้มีการค้าขายออนไลน์กันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีคู่แข่งมากขึ้น นอกจากสินค้าของเราที่ต้องมีคุณภาพดี บรรจุภัณฑ์สวยงาม แม้แต่เรื่องราวให้ผู้บริโภคจดจำง่าย เรายังต้องอาศัยการนำเสนอในสื่อโซเซียลต่างๆ เพราะการสั่งซื้อของออนไลน์ผู้บริโภคไม่สามารถจับต้องสินค้าหรือเห็นสินค้าจริงได้ ต้องดูจากรูปภาพเป็นหลัก สิ่งนี้ก็มีผลทำให้เพิ่มมูลค่าสินค้าให้ยอดขายและความน่าสนใจมีมากขึ้น การถ่ายรูปสินค้า ทำไมถึงสำคัญ ? ภาพถ่ายสินค้าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างแบรนด์ ในความเป็นจริงภาพถ่ายสินค้าถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจซื้อ มากกว่าราคาสินค้าหรือค่าจัดส่ง เพราะผู้บริโภคมักจะเลือกซื้อสินค้าที่คุณภาพมากกว่าราคาและค่าจัดส่งซะมากกว่าด้วยซ้ำ อีกทั้งยังสามารถดูรายละเอียดสินค้าได้ว่ามีตรงไหนบ้างที่โดดเด่น มุมมองที่หลากหลายของสินค้าที่จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ ภาพสินค้าที่ดีควรจะแสดงรายละเอียดของสินค้าให้มีหลากหลายรูปแบบ และมุมมอง หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่กำลังประสบปัญหาการถ่ายรูปสินค้าอยู่ เรามีเทคนิคถ่ายรูปสินค้าดีๆ ให้สวย ให้ดูดี โดยไม่ต้องพึ่งสตูดิโอราคาแพงมาบอกกัน เทคนิค ถ่ายรูปสินค้า ให้ดูดี เทคนิคถ่ายรูปนี้สามารถใช้ได้ทั้งกล้องถ่ายภาพ และสมาร์ทโฟน หากผู้ประกอบการใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปนั้นสิ่งที่สำคัญ คือ กล้องสมาร์ทโฟนควรมีความคมชัดเทียบเท่ากับกล้องถ่ายภาพ แต่ 1.การจัดแสงที่ดีเพื่อขับสินค้าให้โดดเด่น ก่อนที่เราจะเริ่มต้นการถ่ายรูปสินค้าให้ออกมาดูดี เราควรที่จะจัดแสงให้เหมาะสมเพราะแสงสามารถขับตัวสินค้าให้มีความโดดเด่นและภาพมีมิติ มากขึ้น โดยแสงมี 2 แหล่งที่มา คือ แสงธรรมชาติ  เช่น แสงอาทิตย์ ซึ่งแต่ละช่วงเวลาก็ให้แสงและเงาที่แตกต่างกัน แสงประดิษฐ์ ไเช่นหลอดไฟ  แฟลช...

เพิ่มมูลค่าสินค้า ให้ขายดีด้วยบรรจุภัณฑ์

เพิ่มมูลค่าสินค้า สิ่งนี้มีประโยชน์มากมาย หลายคนคงจะเห็นว่าเมื่อสินค้าและบริการขายไปได้ในระยะหนึ่งมักจะมีช่วงถึงจุดอิ่มตัว ถ้ามองตามโลกความจริงนั้นไม่มีสินค้าชนิดใดที่จะสามารถอยู่ในกระแสได้ตลอดกาล ถึงแม้จะมี ก็ส่วนน้อยถ้าคุณภาพของไม่ดีจริง และมีการแข่งขันสูงมากในท้องตลาด แล้วเราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่เราซื้อของนอกจากคุณภาพแล้วเรายังมองรูปลักษณ์ภายนอกหรือบรรจุภัณฑ์ที่ดูดีทำออกมาให้สะดุดตาน่าซื้ออีกด้วย การจะทำบรรจุภัณฑ์นั้นไม่ใช่เพียงแต่รูปลักษณ์ที่โดดเด่นและสวยงาม เรายังต้องดึงจุดเด่นในสินค้าของเราออกมาด้วย ซึ่งจะมีเทคนิคในการ เพิ่มมูลค่าสินค้าให้ขายดีด้วยบรรจุภัณฑ์ "เพิ่มมูลค่าสินค้า" ด้วย Creative Packaging Creative Packaging หรือ บรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์ คือสิ่งที่จะช่วย เพิ่มมูลค่าสินค้าและยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคโดยอาศัยเทคโนโลยีนวัตกรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ โดยจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ 1.ส่วนประโยชน์ของการใช้งาน ก่อนที่เราจะเริ่มต้นการออกแบบนั้นเราควรจะนึกถึงประโยชน์ของการใช้งานเป็นอันดับแรก เราต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ใช้งานอย่างไร แล้วนำมาผลิตเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งจะทำให้สะดวก และใช้การง่ายมากขึ้น 2.ส่วนที่ให้ความรู้สึกถึงอารมณ์ผู้บริโภค คือ การที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าสินค้าของเราคุ้มค่าแก่การซื้อ การลงทุน  และรู้สึกว่าราคาปานกลาง ไม่แพง ไม่ถูก ที่สำคัญคือการสื่อสารบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ให้ผู้บริโภคจดจำง่าย หากสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเลยก็ถือว่าทำได้ดีมาก 3.วัสดุมีความปลอดภัย เราควรนำวัสดุที่มีความปลอดภัยมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ และยังต้องคัดสรรวัตถุดิบให้มีเรื่องราวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าได้ เช่น การนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นสินค้าเพื่อให้มีเรื่องราวและความแตกต่างที่โดดเด่น Creative Packaging ต้องมีคุณสมบัติดังนี้...

กลยุทธ์ปิดการขาย อย่างไรให้สำเร็จ

กลยุทธ์ปิดการขาย อย่างไรให้สำเร็จ นั้นเป็นสิ่งที่พนักงานขายหรือเซลล์ควรพึงมีทุกคน เพราะถ้าไม่มีทักษะนี้ก็จะปิดการขายไม่ได้ ทำให้ยอดไม่ถึงเป้าหมายสักที หรือจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเรานั้นตื้อเกินไปจนทำให้ความอยากซื้อของลูกค้าลดลง แต่ถ้าเรามีทักษะนี้ก็จะช่วยให้เรารู้ว่าเราควรที่จะปิดการขายตรงไหน รู้จังหวะ ความคิด ความรู้สึกของลูกค้าได้จนเราสามารถทำมันได้อย่างสำเร็จไปด้วยดี ซึ่งการเริ่มต้นที่ดีเราควรที่จะมีทักษะดังต่อไปนี้ ที่จะพูดถึงกัน กลยุทธ์ปิดการขาย เริ่มต้นด้วย .. การเริ่มต้นต้องประกอบไปด้วยการมองโลกในแง่ดีและมีทัศนคติที่ดีก่อน เราจะไม่ตัดสินลูกค้าจากภายนอกเด็ดขาด หรือไปประเมินลูกค้าจากการแต่งกาย จากการพูด และที่สำคัญคืออย่าไปตัดสินว่าลูกค้าจะไม่ซื้อ เราต้องคิดว่าการที่มีลูกค้าเข้ามา เท่ากับ เราได้ลูกค้าเพิ่ม และมีโอกาสทำให้ลูกค้าประทับใจแม้อาจจะไม่ซื้อก็ถือว่าเขาอาจจะไปแนะนำให้ผู้อื่นได้รู้จัก หรือชื่นชมในการบริการของเราซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่บริษัทของเราอีกด้วย ซึ่งจุดนี้จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี จะรู้อย่างไรว่าอยากซื้อ ? เตรียมเอกสารต่างๆในการซื้อมาครบถ้วน เช่น เงินสด บัตรเครดิต เอกสารประกอบในการซื้อ สีหน้าผ่อนคลาย ไม่มีอาการชักสีหน้าหรือกระวนกระวายอยากจะออกจากตรงนั้น ลูกค้าตอบรับด้วยการพยักหน้า บ่อยครั้ง ในการนำเสนอขาย ลูกค้ามีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอบรับในการยอมรับข้อเสนอขาย หากมีสัญญาณหรืออาการที่เข้าข่ายแบบนี้ เราควรจะพูดปิดการขายให้ลูกค้าซื้อหรือจองได้ในเวลานั้น เพราะเป็นจังหวะที่ลูกค้ามีความพร้อมที่จะซื้อหรือมีความอยากได้ หากปล่อยไปจะทำให้ความพร้อมที่จะซื้อหรือความอยากซื้อ อยากได้นั้นลดลง หากเราหลุดในช่วงเวลานี้เราก็จะต้องมีทริคในการชักจูงลูกค้าให้เกิดสัญญาณแบบนี้อีก ก็คือทริคต่อไปนี้นั่นเอง ทริคปิดการขาย 1.การนัดเจอหน้าผู้มีอำนาจตัดสินใจ เราจำเป็นต้องเจอหน้าผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกครั้ง เพราะจะทำให้เราและผู้ซื้อมีความเข้าใจในสถานการณ์การซื้อขายได้ดีมากขึ้น...

Infopreneur อาชีพที่เปลี่ยนความรู้เป็นเงิน

INFOPRENEUR กับสิ่งที่ชอบ เราเชื่อว่าทุกคนก่อนที่จะเริ่มชอบอะไรเราว่าจะต้องมีความสนใจมันก่อน แล้วก็ไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับมัน บางทีก็หาจนเราเชี่ยวชาญกับเรื่องนั้นไปเลย แต่ใครจะรู้ละว่าสิ่งๆนี้เนี่ยมันสร้างเงินให้กับเราได้โดยที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลยด้วยซ้ำและบวกกับในยุคนี่แค่มีอินเตอร์เน็ตก็สามารถทำอะไรได้หลายอย่างแทบจะไม่ต้องหักต้นทุนขายเลย บางคนที่เบื่องานที่ทำอยู่ บางคนก็รายได้ไม่พอ บางคนไม่ได้ทำงานในสายที่ตัวเองรัก แล้วทำไม ... เราจะทำงานในสิ่งที่เราชอบ เรารัก เราเชี่ยวชาญโดยที่ได้ผลตอบแทนมาเป็นเงินไม่ได้ INFOPRENEUR คืออะไร ?? คือธุรกิจที่ขายความรู้ ประสบการ์ณ หรือข้อมูลที่เราเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ อาจจะต่อยอดมาจากสิ่งที่เราชอบ เราถนัด หรืองานที่เราทำเป็นประจำก็ได้ ถ้าสิ่งที่นั้นมาจากประสบการ์ณตรงเราจะเรียกว่า “ Result Expert ” คนที่ทำหรือปฎิบัติจนได้ผลลัพธ์แล้วนำมาบอกต่อ Ex. บิวตี้บล็อคเกอร์ ที่นำทริคเล็กๆที่ตัวเองลองแล้วดีมาบอกต่อคนอื่น ต่อมาหากเราศึกษาเรื่องนั้นๆจนเรารู้ทะลุปรุโปร่งและแม่นยำแล้วนำมาสรุปจะเรียกว่า “ Research Expert ”  Ex. ติวเตอร์ที่สอนพิเศษน้องๆ เริ่มต้นอย่างไรให้ดีสำหรับ Infopreneur !! ก่อนอื่นเลยเราไม่เชื่อว่าไม่มีใครไม่มีสิ่งที่ตัวเองชอบ ตัวเองถนัด ตัวเองนั้นทำเก่งในเรื่องนี้ เราต้องมีความรู้ ความสามารถในสิ่งที่ตัวเองถนัด ก่อนจะนำมันมาสร้างอาชีพ เพราะการคาดหวังจากสิ่งที่ผู้อ่าน ผู้ทำตาม ...

รักษาฐานลูกค้าเก่า…ยังไง ให้เราเป็นร้านประจำและพร้อมมัดใจลูกค้า

การ รักษาฐานลูกค้าเก่า ในยุคที่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าธุรกิจแต่ละอย่างนั้นเกิดขึ้นมามากมาย และแต่ละอย่างจะเน้นไปที่หน้าตาดูดีไว้ก่อน แต่มีสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งก็คือลูกค้า ที่จะทำให้ธุรกิจของเรานั้นยังคงอยู่ แต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างคิดซึ่งการที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจ ประทับใจย่อมทำให้เรามีลูกค้าที่ดีและเป็นร้านประจำของเขาเลยก็ได้ เพราะสิ่งนี่เราจะรักษาฐานลูกค้าเก่ายังไงละให้คงอยู่กับเรา รักษาฐานลูกค้าเก่า ...ยังไงให้คงอยู่ ? หลักการในการรักษาฐานลูกค้าให้กับธุรกิจของคุณมีมากมายหลายวิธี แต่เราจะนำเสนอให้ผู้อ่านคร่าวๆ ซึ่งคาดว่าน่าจะเพียงพอต่อพื้นฐานสำหรับหลักการตลาดเบื้องต้น โดยเราจะยกตัวอย่างมาเป็นจำนวน 8 ข้อด้วยกัน 1.จัดตั้งฝ่ายจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ถือเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สร้างความสัมพันธ์กับฐานลูกค้าและผลกำไรในระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและทำให้ลูกค้าพึงพอใจในแต่ละบุคคล โดยจะใช้ หลักการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ Customer relationship management หรือ CRM ที่นักบริหารให้ความสำคัญกับมันในยุคนี้ 2.ลูกค้าคือญาติ เราต้องบริการลูกค้าให้เหมือนญาติของเรา ด้วยความเป็นกันเองและจริงใจทั้งก่อนขายและหลังขาย ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราให้ความสำคัญ การใส่ใจจากเรา เพราะนี่จะเป็นสิ่งที่หนึ่งที่ทำให้สามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าให้คงอยู่กับเราต่อไป 3.ให้ความเสมอภาคกับลูกค้าทุกคน การบริการของเราก็ต้องเท่าเทียมและเสมอภาคเท่ากันทั้งการแก้ไขปัญหา การติดต่อตามเรื่องต่างๆอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าลูกค้าจะซื้อเป็นจำนวนมากหรือน้อยเพียงใด หรือจะเป็น ฐานลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ก็ตาม 4.สำรวจคู่แข่งและสถานการ์ณการตลาดอยู่เสมอ พูดไม่ได้เลยว่าการสำรวจคู่แข่งว่ามีข้อดีและข้อเสียยังไงนั้นเป็นประโยช์นต่อธุรกิจของเรามาก สามารถนำข้อดีและข้อเสียของคู่แข่งมาปรับใช้ในธุรกิจของเราได้ และการสำรวจสถานการณ์การตลาดทำให้เราวางแผนการตลาดของเราล่วงหน้าหรือปรับใช้ให้เข้าสถานการณ์ในช่วงนั้นๆได้ จะทำให้เรารักษาฐานลูกค้าเก่าได้เหมือนกัน 5.ฟังเสียงลูกค้า หรือ ติดต่อลูกค้าสม่ำเสมอ คอยถามลูกค้าว่าสินค้านั้นเป็นอย่างไรบ้าง ประทับใจไหมกับสินค้าของเรา หรือมีปัญหาข้อบกพร่องอะไรที่เราต้องแก้ไข เพราะลูกค้าคือแหล่งข้อมูลชั้นดีของในการแก้ปัญหาต่างๆของสินค้าและบริการ ...