เพิ่มมูลค่าสินค้า ให้ขายดีด้วยบรรจุภัณฑ์

Panutsaya Amitpai
pexels-photo-1493326

เพิ่มมูลค่าสินค้า สิ่งนี้มีประโยชน์มากมาย หลายคนคงจะเห็นว่าเมื่อสินค้าและบริการขายไปได้ในระยะหนึ่งมักจะมีช่วงถึงจุดอิ่มตัว ถ้ามองตามโลกความจริงนั้นไม่มีสินค้าชนิดใดที่จะสามารถอยู่ในกระแสได้ตลอดกาล ถึงแม้จะมี ก็ส่วนน้อยถ้าคุณภาพของไม่ดีจริง และมีการแข่งขันสูงมากในท้องตลาด แล้วเราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่เราซื้อของนอกจากคุณภาพแล้วเรายังมองรูปลักษณ์ภายนอกหรือบรรจุภัณฑ์ที่ดูดีทำออกมาให้สะดุดตาน่าซื้ออีกด้วย การจะทำบรรจุภัณฑ์นั้นไม่ใช่เพียงแต่รูปลักษณ์ที่โดดเด่นและสวยงาม เรายังต้องดึงจุดเด่นในสินค้าของเราออกมาด้วย ซึ่งจะมีเทคนิคในการ เพิ่มมูลค่าสินค้าให้ขายดีด้วยบรรจุภัณฑ์

“เพิ่มมูลค่าสินค้า” ด้วย Creative Packaging

Creative Packaging หรือ บรรจุภัณฑ์สร้างสรรค์ คือสิ่งที่จะช่วย เพิ่มมูลค่าสินค้าและยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคโดยอาศัยเทคโนโลยีนวัตกรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ โดยจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.ส่วนประโยชน์ของการใช้งาน

ก่อนที่เราจะเริ่มต้นการออกแบบนั้นเราควรจะนึกถึงประโยชน์ของการใช้งานเป็นอันดับแรก เราต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ใช้งานอย่างไร แล้วนำมาผลิตเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งจะทำให้สะดวก และใช้การง่ายมากขึ้น

2.ส่วนที่ให้ความรู้สึกถึงอารมณ์ผู้บริโภค

คือ การที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าสินค้าของเราคุ้มค่าแก่การซื้อ การลงทุน  และรู้สึกว่าราคาปานกลาง ไม่แพง ไม่ถูก ที่สำคัญคือการสื่อสารบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ให้ผู้บริโภคจดจำง่าย หากสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเลยก็ถือว่าทำได้ดีมาก

3.วัสดุมีความปลอดภัย

เราควรนำวัสดุที่มีความปลอดภัยมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ และยังต้องคัดสรรวัตถุดิบให้มีเรื่องราวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าได้ เช่น การนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นสินค้าเพื่อให้มีเรื่องราวและความแตกต่างที่โดดเด่น

Creative Packaging ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • Understand ง่ายต่อการเข้าใจ
  • Open ง่ายต่อการเปิด
  • Hold ถือง่าย
  • Use ใช้ง่าย
  • Take Out เทง่าย
  • Store เก็บง่าย
  • Dispose กำจัด (ทิ้งง่าย)
  • Injury prevention มีความปลอดภัยในการใช้
  • Eco Friendly Packaging ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติและองค์ประกอบของ Creative Packaging

หลักในการสร้าง Creative Packaging

  • คุ้มค่า เห็นครั้งแรกต้องรู้สึกคุ้มค่า ทำให้ลูกค้าได้ความคุ้ม และเราคุ้มทุน
  • คุ้มครอง บรรจุภัณฑ์นั้นต้องสามารถปกป้อง หรือ คุ้มครอง สินค้าไม่ให้เสียหาย
  • คุ้มทุน  คุ้มทุนในที่นี่คือ การรวมต้นทุนสินค้า+ต้นทุนบรรจุภัณฑ์+ต้นทุนการตลาด

เทคนิคการพัฒนาบรรจุภัณฑ์

1.สร้างเรื่องราวของแบรนด์

การสร้างเรื่องราวของแบรนด์ผู้ประกอบการหลายท่านอาจจะคิดว่าต้องอ้างอิงมาจากเรื่องจริงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จริงๆแล้วเราสามารถสร้างมันขึ้นมาเองได้ เพราะการสร้างเรื่องราวของแบรนด์จะทำให้ง่ายต่อการจดจำของผู้บริโภค

2.ความแตกต่างแต่ไม่แปลกแยก

เราต้องทำบรรจุภัณฑ์ให้แตกต่างเพื่อให้มันโดดเด่น ไม่ใช่แปลกจนผู้บริโภคมองไม่ออกว่าเราต้องการจะสื่ออะไร แต่เราต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าใจชัดเจนด้วยว่าต้องการสื่ออะไรให้ผู้บริโภครับรู้

3.สะดุดตาภายใน 30 วินาที

บรรจุภัณฑ์ของเรานั้นจะผู้บริโภคเห็นแล้วต้องรับรู้เรื่องราวได้ภายใน 30 วินาที โดยกำหนดจุดนำสายตา และภาพหรือรูปแบบโดยไม่มีจุดขวางสายตา

4.ให้ความสำคัญกับแบบบรรจุภัณฑ์

เราจะออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สวย หรือ สะดุดตา ผู้บริโภคอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคำนึกถึงตอนที่เราจะขนส่งสินค้าด้วย เพราะเหตุนี้เราจึงต้องให้ความสำคัญกับแบบบรรจุภัณฑ์โดยการประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ ต้องจัดเรียงง่ายและมีน้ำหนักเบาและสะดวกต่อการขนส่งอีกด้วย

5.การนำเทคโนโลยีมาใช้

ในยุคนี้คาดว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้นในทุกอุตสาหกรรม และความทันสมัยของเทคโนโลยีสามารถทำให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น เช่น การมี QR Code บนบรรจุภัณฑ์ของเรา อาจจะมีการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค หรือเป็นการรับฟังเสียงตอบรับของผู้บริโภค

สรุป

การออกแบบบรรจุภัณฑ์นั้นถือเป็นโอกาสที่สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับแบรนด์ และทำให้แบรนด์ชนะคู่แข่งได้ในสินค้าชนิดเดียวกัน ดังนั้นเราควรพึงมีความรู้ เทคนิคในการทำบรรจุภัณฑ์ออกมาให้คุ้มค่า สวยงาม และเหมาะสมต่อการใช้งาน เพื่อให้สะดุดตาผู้บริโภค นอกจากการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดีที่จะทำให้เพิ่มมูลค่าสินค้ายังมาพร้อมกับการมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัวด้วย เราจึงต้องมีความรู้ในเรื่องการบริการและรักษาลูกค้าให้คงอยู่ต่อไปอีกเช่นกัน

 

เรื่องอื่นๆ