การลงทุน ( Basic Investment ) คืออะไร และ มีอะไรบ้าง ?

Panutsaya Amitpai
pexels-photo-955447
  • ความหมายของการลงทุน

  • รูปแบบการลงทุนในแต่ละแบบเบื้องต้น


การลงทุน คำนี้คงเป็นคำที่หลายคนได้ยินบ่อยมาก เมื่อเราเติบโตขึ้น เราสามารถหาเงินด้วยตนเองได้ ภาระการเงินต่างๆของเราก็มีเพิ่มมากขึ้นตามด้วยเช่นกัน เราจึงต้องมีการวางแผนการเงินในชีวิต จะอดออมเงินยังไง จะใช้จ่ายยังไง เงินในการใช้ชีวิตหลังเกษียณควรมีเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิต ค่าพยาบาล ค่าเลี้ยงลูก เผื่อในอนาคตหากเรามีครอบครัวและอีกหลากหลายอย่างที่จะปรับเปลี่ยนตามชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งการลงทุนนั้นถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถทำให้เราเพิ่มมูลค่าของเงินในปัจจุบันได้  แต่หลายคนที่กำลังเริ่มต้นหรือสนใจในการลงทุน อาจจะยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี และมีอะไรบ้าง แต่ก่อนอื่นเราจะให้ทุกคนไปรู้จักกับความหมายของคำว่าลงทุนกันก่อนเลย

การลงทุน คืออะไร ..

ถ้าหากพูดในภาษาคนทั่วไป ก็คือ การนำเงินของเราไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนในอนาคตที่สูงขึ้นนั่นเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วการลงทุนเป็นการออมประเภทหนึ่งเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากกว่าการออมแบบปกติ ( การนำเงินไปฝากในธนาคาร )  ซึ่งหากได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเราก็ต้องยอมรับในความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ไม่เพียงแต่เราจะได้รับผลตอบแทนมาอย่างเดียว หากเราไม่รอบคอบและศึกษาการลงทุนให้ดีจะเสี่ยงต่อการขาดทุนได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้เราจะมาแนะนำการลงทุนเบื้องต้นแต่ละประเภทว่ามีอะไรบ้าง และให้ทุกคนได้รู้ว่าตัวเองนั้นเหมาะกับการลงทุนประเภทไหนกันค่ะ

การลงทุนเบื้องต้น มีอะไรบ้าง ?

1.เงินฝากประจำธนาคาร

จะเป็นการฝากเงินที่ได้รับดอกเบี้ยมากกว่าการฝากแบบทั่วไป เป็นการฝากเงินในจำนวนที่เท่าๆกันทุกเดือนตามระยะเวลาที่กำหนดกับธนาคาร  และได้รับสิทธิประโยชน์คือ ยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเราสามารถถอนเงินก่อนครบระยะเวลาที่กำหนดไว้ได้เพียงแต่จะมีการหักดอกเบี้ยและภาษี ( หากฝากมาแล้ว 3 เดือนขึ้นไป ) แต่ถ้าถอนหรือปิดบัญชีก่อน 3 เดือนก็จะไม่มีดอกเบี้ยตอบแทนให้ค่ะ

ตัวอย่าง

ฝากเงินกับธนาคาร 1,000 ทุกเดือน เป็นระยะเวลา  24 เดือน ดอกเบี้ย 2.30 %

ถ้าเราคิดอย่างรวดเร็วและเป็นการประมาณคร่าวๆของดอกเบี้ยที่เราจะได้รับ คือ นำเงินก้อนสุดท้ายมาคูณกับดอกเบี้ย เป็น 24,000*2.30% = 552 ซึ่งจะเป็นดอกเบี้ยที่เราสามารถคำนวณแบบประมาณค่าคร่าวๆเท่านั้นค่ะ เพราะหากจะคำนวณแบบเป๊ะตรงกับยอดธนาคารแล้วนั้นเราจะต้องคำนวณเป็นแต่ละวันเลยหล่ะ หากเราอยากได้ผลตอบแทนที่สูงก็สามารถดู ดอกเบี้ยฝากประจำ 2561 แต่ละธนาคารได้ค่ะว่ามากน้อยเพียงใด

2.ตราสารหนี้ระยะสั้น และยาว

  • ตราสารหนี้ระยะสั้นหรือกองทุนรวมตลาดเงิน ( MMF )

เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน  เป็นการลงทุนระยะเวลาประมาณ 1 ปีเท่านั้น และมีดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำค่ะ โดยตราสารหนี้ระยะสั้นถือว่ามี สภาพคล่อง¹ค่อนข้างสูง เพราะสามารถได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยหรือเงินคืนได้เร็วภายใน 1 ปีนั่นเองค่ะ โดยระยะเวลาการจ่ายดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญาที่เราได้ตกลงไว้ว่าจะรับทุก 3 เดือน 6 เดือน หรือรับพร้อมกับเงินต้นเมื่อครบอายุสัญญา

  • ตราสารหนี้ระยะยาว

จะแตกต่างกับตราสารหนี้ระยะสั้นคือมีระยะเวลาการลงทุนมากกว่า 1 ปีค่ะ โดยเมื่อเวลาผ่านไปอายุของตราสารหนี้จะลดเรื่อยๆ เช่น เราได้ซื้อพันธบัตรเป็นระยะเวลาที่กำหนดตามสัญญา 5 ปี ถัดมาอีก 4 ปี 1 เดือน พันธบัตรของเรามีอายุเหลือ 11 เดือน นั่นแสดงว่าตราสารหนี้ของเราจากที่เคยเป็นระยะยาวตอนนี้เป็นตราสารหนี้ระยะสั้นแทนค่ะ โดยตราสารหนี้ระยะยาวมักจะมีความเสี่ยงที่จะเลี่ยงในการผิดนัดชำระที่สูงกว่าระยะสั้น เพราะเหตุนี้เราควรที่จะศึกษาบริษัทให้ดีก่อนที่จะลงทุนด้วยค่ะ

3.กองทุน LTF และ RMF

เป็นสองกองทุนพี่น้องที่สามารถช่วยให้คุณประหยัดภาษีมากขึ้นหรือลดหย่อนภาษีในแต่ละปีได้ค่ะ เราไปดูกันเลยว่าแต่ละกองทุนนั้นมีประโยชน์อย่างไรและจะช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้ยังไง

  • กองทุน LTF

LTF นั่นย่อมาจากคำว่า “Long Term Equity Fund”  หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” โดยจะเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วค่ะ  จะเหมาะกับบุคคลที่ไม่มีความชำนาญในการเล่นหุ้น หรือไม่มีเวลาติดตามอย่างใกล้ชิด และจะต้องลงทุนในระยะเวลามากกว่า 5 ปีด้วยค่ะ โดยผลตอบแทนจะเป็นเงินปันผล

  • กองทุน RMF

RMF นั่นย่อมาจากคำว่า“Retirement Mutual Fund” หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “กองทุนรวมเพื่อเลี้ยงชีพ” เป็นกองทุนที่ส่งเสริมการออมเงินระยะยาวที่ไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณอายุค่ะ ซึ่งจะคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ จะมีการลงทุนให้เลือกมากมายเหมือนกองทุนรวมทั่วไปไม่ว่าความเสี่ยงที่ต่ำจนถึงสูงเลยค่ะ โดยจะต้องลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินในแต่ละปี หรือ 5,000 บาท และต้องลงทุนต่อเนื่องจนถึงอายุ 55 ปี จะไม่มีการลงทุนก็ต่อเมื่อปีนั่นไม่มีเงินได้ค่ะ

“สองกองทุนมีสิทธิประโยชน์สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริงได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินและไม่เกิน 500,000 บาทด้วยค่ะ”

4.สหกรณ์ออมทรัพย์

สหกรณ์ออมทรัพย์นี่จะขึ้นอยู่แต่ละสถานที่ทำงานของแต่บุคคลนะคะว่ามีไหม ถ้าหากมีเราก็ควรจะลงทุนค่ะ โดยเป็นการเลือกสะสมหุ้นของสกหรณ์แต่ก็ต้องดูความเสี่ยงให้ดีด้วยค่ะ โดยผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นจะมาจากเงินปันผลในแต่ละปี และที่สำคัญคือผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงินธนาคารและตราสารหนี้แน่นอนค่ะ

5.การลงทุนในหุ้น

เหมือนเราเข้าไปซื้อสิทธิความเป็นเจ้าของ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมานั่งดูแลกิจการเองค่ะ เพียงเราแค่ต้องดูแต่ละบริษัทที่จะลงทุนว่าสามารถทำเงินให้กับเราได้แล้วจึงซื้อมาเก็บไว้ เพราะบริษัทจะต้องจ่ายเงินปันผลให้เรา หากธุรกิจของบริษัทเติบโตขึ้น ก็จะส่งผลให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นตามไปด้วยและเงินปันผลของเราก็จะเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกันด้วยค่ะ ซึ่งจะแตกต่างกับตราสารหนี้ที่ไม่ว่าบริษัทจะเติบโตมากน้อยเพียงใดผลตอบแทนก็จะเป็นตามที่กำหนดตั้งแต่แรก

 


สรุป

การลงทุนนั้นมีหลากหลายแบบและมากมายกว่ากว่ามาบอกไว้ค่ะ แต่อยากจะบอกทุกๆคนไว้ว่าก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนนั้นเราควรจะบอกกับตัวเองก่อนว่าเรามีเป้าหมายอย่างไร อยากจะมีผลตอบแทนที่มากแต่ไม่ชอบความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนเราควรจะลงทุนแบบไหน เรามีจุดประสงค์อะไรในการลงทุนนั้นๆ และที่สำคัญก็คืออย่ามองแต่ว่าได้รับผลตอบแทนมากอย่างเดียว เราต้องมองความเสี่ยงที่จะตามมาด้วยค่ะว่าคุ้มไหมกับการลงทุน เราไม่ควรจะมองแต่ผลลัพธ์ที่ได้มา ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าแต่ละบริษัทที่เราจะลงทุนด้วยมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เราอยากจะสนับสนุนทุกคนมีการวางแผนการเงินในชีวิตและสำรองเงินฉุกเฉินเผื่อมีปัญหา เพราะว่าอนาคตไม่มีความแน่นอน

 

 

 

เรื่องอื่นๆ